อ่านซะ

ไปนั่งดูมามีฉากนึงติดใจ ก็แอบขำในใจเหมือนกัน

คือ ถ้าไม่ได้อยู่ฮ่องกงคงไม่แปลกใจก็คงดูเรื่อยๆ

แต่ที่ผมแปลกใจเพราะ...

ถ้าลองสังเกตุดีๆแล้วตาฟอกซ์ ขึ้นตึก  " the center" ครับ ตามฉาก 

แต่ขึ้นไปแล้วที่ไปนั่งคุยกับไอ่เหลานั้นไปโผล่ที่ไหนก็มิทราบได้น่าจะเป็นชานๆเมืองฮ่องกงหน่อย ประมาณฝั่งเกาลูน  สังเกตุจาก background ด้านหลัง เป็นอาคารซักอาคารที่ไม่ได้อยู่แถวๆ IFC หรือ แถบๆฝั่งฮ่องกงแน่ๆ... อ่ะคุยเสร็จ ไอ่เหลางอนเดินจากไป

ตาฟอกซ์ต้องลงมาข้างล่างละ

...แต่พอลงตึกมาก็ลงมาที่ the center เหมือนเดิม

ก่อนไปเจอ บรูซเวน ที่ยืนถ่ายรูปอยู่ตรงเอสคาเลเตอร์

อ่าวสาดดด....

ตัดฉากมาตอนแบทแมนดันกระโดดจากตึก IFC2  แล้วลงไปที่ตึก IFC1 เพื่อจับไอ่เจ๊กเหลาตัวโกง

พวกเจ๊กโทรแจ้งตำรวจให้มาด่วน

ทว่าพอตำรวจยกพลมาแทนที่จะถ่ายทำกันข้างล่าง IFC1จริงๆ มันก็ดันมาถ่ายข้างล่างตึก the center อีก เหมือนเดิม  นัยว่าคงจะให้เข้ากับฉากก่อนหน้าที่ใช้อันนี้้ถ่ายไปแล้ว

มันก็เลยไม่เนียน.. เพราะ

อ่าวเชี่ย ไอ่เหลามันอยู่ IFC1 แล้วเมิงจะมาทำห่าไรตรงนี้วะไอ่ the center เนี่ย ...  ก็สมควรแล้วที่ไปช่วยไอ่หัวหน้าเจ๊กไม่ทัน เพราะแม่งกว่าจะวิ่งไปถึง ต้องลงเอสคาเลเตอร์ ข้ามถนนรถราง ขึ้นบันได  ข้ามสะพานลอยตัดถนน connaught  วิ่งผ่าน exchange square ไหนจะวื่งขึ้นตึกเพราะไฟดับอีก

กร้ากกก


สรุปว่ามันไปทะลุกันได้ยังไงวะเนี่ย  O o


ไม่รู้ว่าคนฮ่องกงว่าไงมั่งนะ ไว้จะมาเล่าให้ฟังอีกทีขอไปลองถามเพืื่อนๆดูก่อน

ฮาาาาาา

ปล.  โจกเกอร์แม่งงสุดตีน!!


อ่ะ ลองดูแผนที่เลยPhotobucket




ไอ่โปสเตอร์นี่ก็เหมือนกัน ฮาฮา สงงสัยพี่ค้างคาวแกไปลุย the peak tower มาด้วย ฮาาาาPhotobucket

Blog Entry== เอา กู จน ได้ ==Jul 5, '08 8:48 AM
for everyone
แม่ง หนัก...แบกกันทำเจี้ยไรวะเอาแรงไปเดินดีกว่า

ใช้ไรถ่ายมันก็เหมือนกันแหละ เก็บบรรยากาศโว้ย แสดดดด

ไปเที่ยวโว้ย ไปเที่ยว ใช้ตาเก็บภาพสิวะ ได้ความทรงจำด้วยเอาแต่มองผ่านเลนส์มันจะได้ไร๊ 

............................

ก็แล้วแต่จะผรุกันไปเวลาหมั่นไส้เห็นคนแบกกล้องอันเท่าลูกขนุนเดินกันตามถนนหนทางแล้วถ่ายรูปอย่างเพลิดเพลิน
ก็แอบได้กลิ่นตัวเองเปรี้ยวเหมือนองุ่นอยู่เล็กน้อย 

จนเมื่อแปดเดือนก่อน ... 

คริสมาสที่ผ่านมาใครๆก็กลับ กทม.  หาเรื่องไปญี่ปุ่นซะหน่อยละกัน
แต่เอ้ะเจ้าพานาจะเอาอยู่เหรอเนี่ย  อืมมมมม เอาไงดีว้าาาา....

ก้เริ่มคิดๆว่าจะซื้อกล้องยักษ์สักตัวดีกว่า งบซักสองหมื่นละกัน สุดตัววะ ทีเดียวเลย ไม่ต้องคิดมาก

เป็นเวลาราวๆหลายปีที่พวกน้องๆชาวฮ่องกง และ เพื่อนๆ จากที่ต่างๆ ต่างก็ยุให้เล่นกล้อง แต่ก็มิได้นำพา เพราะไม่มีเงิน ฮาฮาฮา  เอาไปลงหูฟังซะหมด...

แต่คราวนี้แล้วสินะที่จะตัดสินใจเสียที


ข้อมูลที่รู้ตอนนั้นมีแค่ กล้องยักษ์เวลาถ่ายประกอบด้วยสามอย่างคือ รูรับแสง สปีดชัตเตอร์ และ  white balance ... แค่นี้ แค่นี้จริงๆ  อิ๋งมันก้พยายามอธิบายอยู่นานมากว่ารูรับแสงคืออะไร สัมพันธ์กับสปีดชัตเตอร์ยังไง  แต่ก็ราวกับสีซอให้อีเบียร์ฟัง เพราะมันไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น ... รูปรับแสงไรของมันวะ กูก็แค่กดๆ ถ่ายๆ ไปก็หมดเรื่อง  เอ้าๆ เดี๋ยวได้มาก็รู้เองแหละ... เขาคิด

ไอ่พวกน้องๆก็ดีใจหาย ยุให้เข้าพลพรรคหนอนกันเหลือเกิน เพราะหายืมนั่นยืมนี่กันได้ เพราะน้องๆในเกาะเล็กต่างก็ปราวณาตนกับค่ายหนอนกันเสียหมด

มีอยู่วัน เกิดเครียดจากอะไรก็มิทราบได้ หรืออาจจะเป็นกรรมมันตามสนองหลังจากยุชาวบ้านสอยหูฟังไปซะชุดใหญ่... - -'
ก็โทรเรียกน้องอิ๋งข้างห้อง " เฮ้ย อิ๋ง ไปดูกล้องกัน ศูนย์คอมหน้าบ้านเว้ย "  อิ๋งก็ได้ฤกษ์ยุคนเสียตังทันทีก็ตบปากรับคำในบัดดล

เดินไปเดินมา คิดอยู่นานว่าจะ นอน หรือ คอน  ก็ไปโป้ะเช้ะกับ แถบแดงมหัศจรรย์ ของคอนเข้าให้
แล้วหมดวันนั้นก็เอ๋อๆได้ nikonตัวอ้วนล่ำ+ 50 1.4 กลับมานอนเล่นอยู่ที่บ้านซะงั้น เพราะแถบแดงของมันเท่านั้นแหละ  เท่านั้นจริงๆ - -' 

ใช้อะไรก็ไม่เป็นต้องให้น้องพชรผู้พึ่งสอย D200มาหมาดๆมาสอนปุ่มนั่นนี่ว่ามันใช้ทำอะไรบ้าง 

ผ่านไปหนึ่งเดือน...สามวันก่อนไปญี่ปุ่น
ราวกับผีดลใจ  ทั้งตาปลา ทั้ง normal ทั้ง tele มากองพร้อมอยู่ตรงหน้าซะงั้นบวกกับ 50 1.4อีกตัวในตอนแรก  ก็ได้เป็นเพื่อนพร้อมบินไปญี่ปุ่นด้วยกัน... หนักชิบหาย - -' เอาไปวันแรกๆก้ฮึดแบกมันซะหมด จนสองวันสุดท้ายเลือกแค่วันละสองตัว เพราะปวดคอไปหมด

หลังจากวันนั้นมั้นก็ยังมีกรรมตามมาอยู่เรื่อยๆ 
ทั้งกริป 
ทั้งเลนส์ช่วง 85mm +แฟลชที่คิดว่าจะสอยมาแล้วได้ใช้เยอะหน่อย เพราะกะว่าจะเอามาส่องสาวโดยเฉพาะ(แต่เป็นสิ่งที่นอนเล่นอยู่บ้านซะเยอะ เพราะไม่มีสาวให้ส่อง - -')
ทั้งเลนส์12-24mm ที่คิดว่าถอยถูกๆนอกค่ายก็แล้วกัน ช่วงไวด์ไม่ค่อยได้ใช้หรอกมั้ง กับ ขาตั้งกล้อง ที่คิดว่ามีเผื่อๆไว้หน่อยก็ได้ เผื่อขาดเผื่อเหลือ (เป็นของใช้ประจำไปซะแล้วตอนนี้ - -')
ทั้งมาโครที่เห็นใครๆก็ถ่ายออกมาแล้วสวยดีแฮะ เอามาเล่นมั่งดีกว่าท่าจะสนุก



จนมาถึง ณ ปัจจุบัน...

ก็ได้รับรู้ว่ามีกล้องใหญ่ๆ รูปมันก็สวยกว่ากล้องเล็กจริงๆแฮะ  การรับรู้ต่างจากเมื่อแปดเดือนก่อนอย่างสิ้นเชิง

สำหรับผมแล้ว ถ้าไม่นับเรื่องเสียตังอย่างบ้าคลั่ง มันก็มีข้อดีที่ผมรู้สึกว่ามันทำให้มุมมองของผมเปลี่ยนไปคือ ทำให้ชีวิตเบื่อๆในเกาะน้อยมันมีอะไรทำมากกว่าเดิม  อยู่ๆก็อยากหาเรื่องเดินออกไปนอกบ้านถ่ายรูปเล่นซะงั้น  ทำให้ผมมีรูป สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตในเกาะเล็กเสียที หลังจากที่อยู่มาหกปีไม่เคยจะมีรูป peak tower หรือ รูปอ่าววิคตอเรียที่ หรือ อื่นๆเลย
หรือเวลาไปประชุมที่จีนก็ไม่เคยได้มีรูปเก็บไว้เลยซักที่ ไปๆมาๆก็ได้มีกะเขาจนได้เหมือนกัน 


เหมือนกับหาเรื่องออกไปแรดได้เยอะขึ้นเพราะอยากใช้ไอ่สิ่งที่ทำงานแลกมาให้มันคุ้มหน่อยก็แค่นั้นเอง...



โฮ้ยยยยย   เอากูจนได้ไอ่กล้องเอ๊ยยยยยย 

 - -'

ขอบ่นหน่อยละกันนะ ฮาฮา

สเตปเดียวกะตาคนนี้เด้ะะะเลย


นี่ก็ตะหงิดๆอยากได้ "fool frame" ซะงั้น(สะกดอย่างงี้หรือเปล่านะ) แต่ติดที่ต้องยกชุดเลนส์ที่มีเนี่ยดิ ทำใจไม่ลง - -'
ทุกวันนี้ฝีมือมันก็ยังไม่ได้ดีเด่ขึ้นเลยนะ เอิ้กๆ แล้วจะเอาไอ่กล้องใหม่มาทำไมอีกเนี่ยยย

โฮ้ยยยยยยยย

เล่นหู เล่นตา  พาท้องแห้ง จริงๆ
...


แต่ก็ยังรักหัวหนังอยู่เสมอนะจ้ะเมียข้า ถึงจะมีชู้เป็นเจ้าล่ำดำถึกแต่ก็ยังมิได้ปันใจเป็นอื่น

กร้ากกกก

สู้เค้าไอ่มดแดง


Photobucket

ลืมอันนี้ได้ไงเนี่ย...ก้อบมาจาก msn space เช่นเดียวกัน
-------------------------------------------

22 ตุลาคม 2005
อวัยวะ ที่ 33
อืมม... ณ วันนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก iPod สินะ

แต่กับหลายๆท่าน มันคงเป็นแค่เครื่องเล่นเพลงดิจิตอลยี่ห้องหนึ่ง ที่มีดีไซน์สวยงาม

แต่กับ อีเบียร์ แล้วล่ะก็ ... มันแทบจะกลายเป็นอวัยวะที่ 33 ของร่างกายไปซะแล้ว

ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีก่อน ตอนมาฮ่องกงครั้งแรก พร้อมกับ อีแก่ตัวแรง( toshiba satelliteXcdT,pentium2 333, 64mb ram) ที่ใช้มา5 ปี และ ซาวอเบาท์ พร้อมเทปเต็มเพียบอีก 3 กล่อง

โอวว มันช่าง ลำบากยิ่งนักเวลาฟังเพลง เพราะไอ่ซาวเบ้าก็ไว้ใช้ฟังอยู่แต่ในออฟฟิศ

เวลาเดินไปไหนมาไหน ก็เซ็งๆ ... แม่ง คุยเชี่ยไรกันวะ กูฟังไม่รู้เรื่องโว้ยย!!!

จนสวรรค์แง้มตาปรือๆ ออกมา... ณ เวลานั้น เครื่องเล่น mp3 แบบใช้ external memory แบบพวก sd card มันก็เริ่มๆ จะทำตลาดกันเยอะเหมือนกัน .. เลยตัดสินใจซื้อ panasonic มาตัวนึง พร้อม sd card 2 ใบ ...อา มันช่างสวรรค์ยิ่งนัก เพราะไม่ต้องทนฟังภาษาล้งๆ เล้งๆ อีกต่อไป เข้าโลกส่วนตัวได้ทันทีนับตั้งแต่วินาทีที่ก้าวออกจากประตูบ้าน ...

แต่ ... มันก็ไม่จุใจวัยเก๋า แผ่นนึงเก็บได้ 17 เพลงเอง ช่างน้อยยิ่งนัก ตอนนั้นเริ่มขนเทปกลับบ้าน แล้วเริ่มๆที่จะมี mp3 เยอะขึ้นตามลำดับไหล่ มันก็นะ ... จำได้ว่ามีช่วงนึง แบกอีแก่ตัวแรงไปฟังเพลงที่ออฟฟิศทุกวัน ... บ้าที่สุด!!



และแล้ว สวรรค์ก็ลืมตา!! วันที่ไปเดิน appleshop ที่ฮ่องกง ก็เจอะเจอกับ ipod รุ่นแรก ที่พึ่งใช้กับ PC ได้!! โอวว ความจุช่างเยอะนัก 10 Gb แน่ะ (มากกว่าอีแก่กรูอีก)ไม่ค่อยมีคนใช้ ไม่โหลด้วย เก็บเพลงได้หลายพันทีเดียว ... ไม่ต้องแบกอีแก่ ออกจากบ้านแล้วสินะ มันจะได้พักผ่อนตาหลับซะที ... เลยตัดสินใจสอยมา 1 เครื่อง หลังจากที่ตัดสินใจอยู่ 2 อาทิตย์ว่าซื้อดีป่าววะ เพราะตอนนั้น 3100 เหรียญ ก็ ... แพงโขอยู่สำหรับไอ่เครื่องเล่นพวกนี้ .. แต่ก็นั่นแหละ คำพูดของพี่ ประสงจิต ก็ เสียบเข้ามาในหูว่า" แม่ง เบียร์เอ้ย จะช้าจะเร็วกรูก็รู้ว่าเมืงต้องสอย ก็สอยๆไปเลย คืดไรมาก ซื้อก่อนใช้ก่อน" เท่านั้นแหละครับ ก็พุ่งทันที

ใช้ไปได้ 1 ปี มันออกรุ่น 4 ปุ่ม ที่บางลง ความจุมากขึ้น ขอบมนขึ้น ... อ้ะ ไม่เปลี่ยน ยังใช้ได้อยู่

จน วันนึง หงุดหงิดอะไรอย่างมาก มิทราบได้ .. ก็ถอยมันออกมาหลังจากใช้ตัวเก่าไปเกือบสองปี ...



หลังจากใช้ไปได้ 1 เดือน มันก็ออกรุ่นใหม่ "click wheel ipod" โอวแม่ .. ทำไมมันออกได้ทันใจอย่างงี้

จนวันนึง... น้องป่านแม่หมอ ก็พูดขึ้นมาว่า พี่ๆ เราจะหาไอพอดสี่ปุ่มได้ที่ไหนมั่งอ่ะ
ฮัดชะ..เข้าทาง คำพูดที่ไม่ต้องคิดก็ผรุออกมาจากปากทันทีว่า
"... เอาของพี่มั้ย? "



ฮา ฮา ฮา และก็ได้เปลี่ยนอีกรอบ เป็น the click wheel ทันทีทันใด ... ก็ใช้มาเรื่อยนะ แล้วหลังจากนั้น แม่มม ก็มีอะไรต่อมิอะไรออกมาอีกเยอะแยะ ทั้ง shuffle / mini / nano ก็ใช้มาหมด .... ไม่ได้ซื้อหรอกนะ ฮาฮา ไอ้พวกฝากซื้อเนี่ยแหละ โดนนนนน อีเบียร์ ลองก่อนตลอดดด ก็รับรู้ไว้ซะนะครับ ท่านๆที่ฝากผมซื้อเนี่ย ผมเปิดซิงไปเรียบร้อยซะทุกกล่อง ... ใช้วัน สองวัน .. พอใจ ไร้ความอยาก เพราะไอ่พวกเมมน้อยๆ ไม่พออีเบียร์ฟังหรอก 4 gb ยังไม่พอเร้ย



จนวันนี้ 1 ปีกับ สองเดือน กับ click wheel ... ก็มาแล้วครับ the video ... ที่ความจุ 60gb

อืมมม ... ก็ดี จุเยอะดี แปลงเพลงจากซีดีที่ 320 kbps เพลงละ เกือบ 10 Mb ฟังให้หูกระจายกันไปข้างเลย


คืดไปคืดมา ก็หมดกะตังไปกะไอ่พวกนี้เยอะเหมือนกันนะเนี่ย ... เคยอยากเปลี่ยนยี่ห้อเหมือนกันนะ เพราะรู้สึกได้ว่ามันเริ่มโหลขึ้นทุกที ... แต่ มันผูกพันอย่างประหลาดเพราะอยู่ด้วยกันมา3 ปีกว่าๆแล้วน่ะ ...จากคนที่ไม่เคยติดใส่หูฟัง จะใส่แค่ตอนทำงานเท่านั้น เพราะตอนอยู่เมืองไทย ไปไหน มาไหน ก็มีเพื่อนไปด้วย ไม่ต้องพึ่งพาอะไร .. แต่ที่นี่มันต่างไป มาใหม่ๆ อยู่คนเดียวไปไหนมาไหนก็ไม่มีเพื่อนไป... ก็ได้แต่พึ่งพา ipod เพื่อนยากเนี่ยแหละ คอยส่งเสียงข้างๆหูไม่ให้เราเหงา และ เป็นแรงกระตุ้นให้ทำงานได้อย่างดีทีเดียว จนมันแทบจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายไปซะแล้ว



อืมมม อะไรที่เป็นความสุขก็ทำไปเหอะเนอะ จะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

พอละ ขี้เกียจพิม .. มันควรจะยาวกว่านี้อีกนะ



โอเค และนี่คือเรื่องราวเกือบทั้งหมดของอวัยวะที่ 33 ของร่างกายกระผม

-----------------------------------------

อืม ณ ปัจจุบันมันก็ได้มี shuffle 1 และ 2 มาร่วมทีมเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับ
เอ้า จะว่าไปเขียนเล่าอย่างเดียวเดี๋ยวจะไม่มีแก่นสารอะไร
ไหนๆ ก็ไหนๆมาว่ากันเรื่องเสียงหน่อยดีกว่า...
ถ้าท่านมีหูฟังที่ดีหน่อย จะพบได้ว่า ipod รุ่น 4thGen กับ ipod shuffle รุ่นแรก นั้นจะให้เสียงที่ครบทุกย่าน ถ้าเปิดแบบไม่ใช้ EQ มันจะให้เสียงที่เค้าเรียกกันว่า กลาง ได้อย่างเยี่ยมยอด
ส่วนรุ่น 5thGen หรือที่เค้าเรียกกันว่า VDO นั้น เบสจะหนากว่านิดหน่อย พอๆกับ ipod shuffle รุ่นที่สองเลย ส่วนไอพอดนาโน ไม่แนะนำให้ซื้อด้วยประการทั้งปวง เพราะเสียงมันแห้งๆ ไร้มิติโดยสิ้นเชิง ข้อดีก็คงมีแค่มันเล็ก สวย กับ ความจุที่มันกลางๆหน่อย แต่ถ้าจะหวังเรื่องเสียงแล้วก็อย่าไปหวังเลยครับ ยอมพก shuffle แล้วใส่เพลงเอาบ่อยๆดีกว่า(ถ้าอยากได้เล็กๆนะ)
ถ้าอยากให้ไอพอดขับเสียงออกมาได้สุดอย่างที่ควรจะเป็น ให้ต่อ " Dock " ที่ตูดมัน แล้วจิ้มหูฟังใส่เข้าไปซะ แต่ถ้าคิดจะใช้ dock ก็ต้องซื้อแอมป์พกพากันล่ะครับ เพราะมันจะปรับเสียงไม่ได้
การต่อ dock คือการให้เสียง bypass ออกมาโดยตรงโดยไม่ผ่านช่องหูฟังของไอพอด เพราะ internal amp. ของไอพอดมันไม่ดีเท่าที่ควร เวลาเค้าจะใช้ไอพอดฟังเพลงจริงๆจังๆ ก็จะใช้ Dock เอานี่ล่ะครับ ตัวอย่างคงเห็นได้จาก เวลาพวกลำโพงยี่ห้อดังๆเอามาใช้กับ ipod ก็จะใช้ต่อผ่านตูดมันทั้งนั้น... เท่านี้ก่อนละกันเน้อะ ชักเริ่มไปกันใหญ่ ฮาฮา...


http://coolbiere.multiply.com/photos/album/9

หลังจากได้เปิดตัว ท่าไม้ตายอันดับหนึ่งกันไปแล้ว... เรามาว่ากันถึง ท่าไม้ตาายอื่นๆกันมั่งดีกว่า..

เอ้า มาเริ่มที่ร้านนี้เลย..

" ร้าน ข้าว หมู ทอด "



ร้านข้าวหมูทอดร้านนี้ได้รับการสืบทอดมรดกมาตั้งแต่สมัยคุณปู่ทวด ย่าทวด ชาวเกาะน้อยเมื่อสมัยห้าปีก่อน.... ร้านนี้ตั้งอยู่แถวย่าน causeway bay ถ้าหันหน้าเข้าหาทะเล ร้านนี้จะอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของ Victoria park บนถนนที่ทำมุมตั้งฉากกับถนนรถราง...​โว้ย อธิบายอะไรยากๆวะเนี่ย

สรุป ถ้าเดินจากโซโก มาทางวิคทอเรียพาร์ค แยกแรก เลี้ยวซ้าย ข้ามถนนสองถนน แล้วเลี้ยวขวา แล้วเลี้ยวซ้ายอีกทีตรงสามแยก เดินตรงไปเรื่อยๆจะผ่านร้านขนมหวาน ร้านอาหารญี่ปุ่น ผ่าน อาดิดาส ดีเซล แล้วจะอยู่ตรงข้ามร้าน IT... ฮาฮา สรุปว่าอธิบายยากๆเพราะจะได้ไปกันไม่ถูกแล้วต้องโทรมาเรียกกระผมไปกินด้วยนั่นแหละ ;p

โอเค.. มาว่ากันถึงอาหาร
แน่นอน อาหารจานหลักคงไม่พ้น ข้าวหมูทอด ... ข้ามหมูทอดร้านนี้ ข้าวเป็นข้าวมันครับ แล้วคลุกกับผัก ชาวฮ่องกงเรียกว่า " ชอย ฝ่าน " แล้วโปะหมูหมักแลวนำไปทอด.. ไม่กรอบ แต่นิ่มมากๆ รสชาติหวานเล็กๆ กลมกล่อมอย่าบอกใคร สั่งได้ทั้งแบบโปะข้าว หรือว่าจะสั่งข้าวแยก แล้วสั่งหมูมาเป็นจานก็ได้ ถ้าเกิดไปรับประทานกันหลายคน

ถ้าเปรียบกับการ์ตูนชิมอาหารทั้งหลายแหล่คำแรกที่กระผมซัดเข้าปาก..แน่นอน มันเหมือนจะมีแสงลอดออกมาจากปาก ไม่ใช่แค่แสงชิ้ง แต่มันเป็นลำแสงแท่งใหญ่ปานลำแสงอุลตร้าแมน ข้างหลังเป็นกราฟฟิกแสงอาทิตย์ พร้อมกับตัวหนังสือใหญ่ๆข้างๆ" โอ้ว เช็ดแม่นนน!!! อะ หร่อยยยยยยยยยย"
นั่นล่ะครับ ประมาณนั้นเลย จะว่าไปมันเป็นร้านแรกเลยก็ได้นับตั้งแต่ย่างก้าวเข้าฮ่องกงที่ผมรู้สึกว่า เออ ไอ่ร้านนี้มันอร่อยว่ะ โคดๆ.. แต่นั่นมันเป็นเหตุการณ์ก่อนเจอติ่มซำกุ้งสามตัวนะครับ

เมนูอื่นๆคงไม่พ้น ซุปเสฉวนสุดอร่อย เกี๊ยวทอดสุดกรอบกุ้งสองตัวครึ่ง ผัดถั่วลันเตาเม็ดบุ้ม หอยเชลล์ผัดบรอคโครี่ และ กุ้ง"ยักษ์" กรอบ ราดซอสเปรี่ยวหวาน ...

ร้านนี้ สำหรับผมแล้ว คู่คี่ ก้ำกึ่งมากับติ่มซำตลอด จนเมื่อซักสองปีก่อน มันได้เริ่มเสียสถิติ เพราะมีเพื่อนผมท่านนึงมากับผู้ใหญ่ แล้ว... ผู้ใหญ่บางท่านไม่ชอบทานหวานครับ... ก็เลยบอกว่า หมูทอดร้านนี้หวานไปซักนิด แล้วก็มีอีกสอง สามม ท่านที่ทานแล้วรู้สึกว่ามันเลี่ยนไปอยู่บ้าง...

แต่ว่ามันก็ยังเป็นร้านที่ถ้านักท่องเที่ยวมาแล้วล่ะก็ ไม่ต้องนึกเมนูเลยครับ เพราะผมจะพาไปร้านนี้แน่นอน .. ฮาฮา เพราะมันใกล้แหล่งช้อปปิ้งที่ดีที่สุดในฮ่องกงนี่นา .. ช้อปเสร็จ กินต่อ

สบายยยยยยย



ท่านใดที่กระผมพาผ่านด่าน ข้าวหมูทอด หรือ ได้รับการป้อนกระบวนท่าข้าวหมูทอดจากเหล่าภูมิสถาปนิกไทยในฮ่องกงแล้ว ก็ขอคำโปรยด้วยนะครับ

;p


ตื่นมาด้วยความงัวเงีย ... แต่ก็ยังชิลๆ อาบน้ำสระผม รีดเสื้อเชิ้ต พร้อมกับกิน คริสปี้ครีมอีกสองชิ้นที่เหลือจากเมื่อคืน... ในใจคาดว่า ปีนี้คงจะเนือยๆ เพราะเป็นวันทำงานแถมยังต้องอยู่ฮ่องกงอีกตะหาก.. จะว่าไปก็เป็นปีแรกตั้งแต่มาที่นี่เลยนะที่วันเกิดจะต้องอยู่ฮ่องกง

และแล้วความตื่นเต้นตกใจก็เกิดขึ้นจนได้..เมื่อ ... เมื่อ.......เมื่อดอกไม้จากไหนก็ไม่รู้ เป็นกุหลาบแดงช่อ 24 ดอกมาส่งถึงออฟฟิศ!! แถมไม่ลงชื่อผู้ส่งอีกต่างหาก !!

อ่าว เวนละไง ใครจะไปรู้ฟระ ... คาดเดาไว้ว่าคงเป็นเพื่อนจากเมืองไทยสองคน แต่...

พอถามไปก็ดันบอกว่า ไม่ใช่ช้าน !!

อ่าว ไม่เป็นไร ก็ถือว่าได้ความรู้สึกแปลกใหม่มาอีกหนึ่งอย่าง ปกติจะเป็นผู้กระทำเสมอ พอมาตกเป็นผู้ถูกกระทำก็ อ๋ออออ มันเป็นแบบนี้นี่เองงงง ;p

แล้วเวลาก็ผ่านไปถึงเย็น ก็ชักชวนเพื่อนๆ ชาวจีน และ น้องๆ ชาวไทยที่ออฟฟิศไปทานอาหารอิตาเลียนแถวๆ โซโห ฉลองวันเกิดกัน .. จะว่าไปก็เป็นร้านที่แปลกมาก ปกติแล้วเนี่ย ร้านอาหาร ถ้าอาหารอร่อย ขนมอาจจะไม่อร่อย หรือ ถ้าเครื่องดิ่มอร่อย ขนมอร่อย อาหารอาจจะไม่อร่อย
แต่ร้านนี้ เสริฟเครื่องดื่มมาเป็นอย่างแรก..มันก็ไม่อร่อยซะแล้ว!! อ่าวซวยละสิกรู เป็นคนเลือกร้าน
แต่จำได้ว่า อืม อาหารมันก็ใช้ได้นะ แต่คราวก่อนนั้นไม่ได้กินขนม
น้องท่านนึงก็เริ่มแบน และบ่นอุบอิบต่างๆนาๆ ว่า ไรเนี่ย ไม่ได้เรื่องเลย นี่ขนาดแค่น้ำนะ...

รอดตัวไป... อาหาร และ ขนม มันรสชาติอร่อย ... ฮาฮาฮา ฮ่วย เป็นร้านอาหารร้านแรกที่มีแต่คนบ่นเรื่องเครื่องดื่ม.. ขนาดกระผมสั่งโค้กที่คิดว่าจะเซฟสุดละนะ .. แม่งง โค้กยังไม่เย็น ... ฮ่วย!!

ก็คงเท่านี้สำหรับวันเกิดปีนี้... ประทับใจในระดับ 70% เลยทีเดียว

สำหรับปีนี้ก็... 25 แล้ว กระผมจะพยายามทำตัวเป็นวัยรุ่นที่ดีครับ
;p



ขอบคุณ ๆ

ครอบครัว - ที่โทรมาแต่เช้าาาตรู่
เพื่อนๆ - ที่อวยพรมาทาง MSN และ SMS รวมถึงในมัลติพลายและเวบบอร์ด
น้องๆชาวไทยในเกาะเล็ก- ที่ไปทานข้าวกันทั้งเมื่อวันจันทร์ และ วันนี้
BoBo/Sissy/Ya tung - Deep Thanks for comin' out tonight
น้องเอม - ที่เกิดติดกัน เลยลืืมกันไม่ได้ซะที
น้องหมอ- สำหรับ Keynote ที่น่าประทับใจ

และ...

สำหรับท่านเจ้าของดอกไม้ช่อนี้ .. ไม่ว่าท่านจะเป็นใคร ขอบคุณมากๆครับ เป็นของขวัญชิ้นเดียวในปีนี้เลย


เคยมั้ยที่จะลองถามตัวเองว่า ... มีพรสวรรค์อะไรกันบ้าง

...

สำหรับบางคน คงตอบว่า

เล่นดนตรีได้

เล่นกีฬาเก่ง

ความจำดีเป็นเลิศ



แล้วถ้าไปสัมภาษณ์งานแล้วเค้าถามล่ะ ..

ก็คงจะออกแนว

....

สู้กับสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ดี

อดทนต่อแรงกดดันได้สูง

เข้ากับเพื่อนร่วมงานได้เป็นเลิศ



แต่....สำหรับนายวรฤทธิ์แล้ว

วันนี้เขาได้ค้นพบพรสวรรค์ชิ้นเอกของเขา

ไม่ใช่ที่เขา sketch perspective ได้
ไม่ใช่ที่เขา สามารถทำสีัน้ำ ได้
ไม่ใช่ที่เขา สามารถใช้โฟโตชอบในงานออกแบบได้

และ

ไม่ใช่ที่เขา สามารถสร้างสรรค์งานออกแบบภูมิทัศน์ได้....



พรสวรรค์ชิ้นเดียวที่เหมือนกับว่า สวรรค์ได้ส่งเข้าลงมาเพื่อการนี้เท่านั้น

ใช่แล้ว

...เขาสามารถ

เป็น



พี่ ช า ย

พี่ ช า ย


พี่ ช า ย



พี่ ช า ย




พี่ ช า ย








อีกแล้วเหรอเนี่ยยยยยยย!!!



ห้าปี....

ห้าปีแล้วเหรอเนี่ย ...

คนที่ไม่เคยออกนอกประเทศเลยซักครั้งกว่า 22 ปีในครั้งกระโน้นด้วยโรคกลัวเครื่องบินอย่างบ้าบิ่น ... การขึ้นเครื่องบินครั้งที่สองในชีวิตของเขานั้น ใครจะไปรู้ว่ามันคิือการบินสู้อิสรภาพที่เขาใฝ่ฝันนักหนา และออกจากแผ่นดินไทย อันแสนจะน่าเบื่อ .. ที่สุด ...เพื่อมาใช้ชีวิตในเกาะเล็กๆในทะเลจีนใต้ ด้วยเหตุผลเดียวคือ รายได้ที่เหมาะสมกับสิ่งที่เขาได้ร่ำเรียนมาตลอดห้าปีในรั้วมหาลัย ... และ มันคงทำให้ฝันของเขาเป็นจริงได้ในเร็ววัน ลบทุกคำสบประมาทของคนมากหน้าหลายตาว่า "น้ำหน้าอย่างเมิงจะไปทำอะไรแดกวะ ..."
" เธออย่าคิดว่าเธอดีที่สุดนะ" และ อีกต่างๆนาๆ .. ใช่แล้ว วะ ฮะ ฮะ แรงผลักดัน และ ชีวิตของเขาอยู่มาด้วย "ความแค้น" เท่านั้น ..พลังด้านมืดดีๆนี่เอง ..

วะ ฮะ ฮะ



โอ้ย อ้วกจะแตก​... เขียนไรไปวะเนี่ยกรู ... ช่างน้ำเน่าจริงๆ

พอๆๆ ดรามาพอเท่านี้

แหม.. เวลารำลึกความหลังมันต้องเอาให้เนียนหน่อยดิ จะได้คล้อยตามก๊านนน


โอเค.... บลอกนี้มันคงเกิดจากเรื่องราวสะสมตามๆกันมา ตั้งแต่วันที่อยุ่ดีๆก็เอากล่องจดหมาย การ์ด เก่าๆ ที่ได้ตั้งแต่ตอนที่มาฮ่องกงใหม่ๆ ยันตอนนี้ มาอ่านเล่น รวมไปถึง มันก็ได้ฤกษ์ครบ ห้าปี ดีดัก(ดาน) ที่มาทำงานที๋ฮ่องกงพอดี ...

เรื่องราวสรุปโดย ย่อ(โคด) คงได้ประมาณ ... ว่า ...

ปีแรก: ปีแห่งการประหยัด

โอ้ยยย ฟังดูไม่น่าเชื่อถือเลยล่ะสิ .... ฮาฮา ใช่แล้ว ปีแรก ประหยัดมาก ... ถึงมากที่สุด แหม่ คนพึ่งมาใหม่ๆ ปรับตัวไม่ทัน เวลาจะกิน จะซื้ออะไร คูณ 5 ตลอด ... ชัวสิ คูณปั้บ .. แม่ง แพงชิหาย ไม่ซื้อดีกว่า กินก็ประหยัดนะ จำได้ว่า ช่วงๆนั้นอาทิตย์นึ่งใช้ไม่ถึงสี่ร้อยเหรียญ เงินเก็บเป็นกอบเป็นกำมากๆ ประกอบกับค่าเงินฮ่องกงแข็งมากช่วงนั้น เลยรู้สึกว่าตัวเอง ร้วยรวย

ฮาฮาฮา ...

ปีที่สอง: ปีแห่ง ยูเรกา

ยูเรกาาา!!! ใช่แล้วครับ ยูเรกา หรือ พลันคิดได้ นั่นเอง ปีนี้มีสองเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดการคิดได้
โดยที่ทั้งสองเหตุการณ์เกิดในรูปแบบเดียวกันนั่นคือ.... เพื่อนที่โรงเรียน และเพื่อนร่วมรุ่นที่มหาลัยเสียด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ทั้งๆที่ไมไ่ด้เป็นคนขับ และนั่งด้านหลังซะด้วย โดยเพื่อนผมทั้งสองคน เป็นคนไม่เที่ยว ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ คือเรียกได้ว่า โอกาสเสียชีวิตน้อยกว่าคนอื่นๆด้วยประการทั้งปวง ... ( สู่สุขตินะเพื่อน) ..
กรูทำอะไรอยู่หว่า ... เก็บเงินไปแล้วมีความสุขไหม ความสุขคืออะไร ... ตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้ ...

ต้อง balance สิวะ ใช้ชีวิตเข้าไป เก็บมั่งใช้มั่ง อย่านั่งจมทุกข์ แล้วมีความสุขแค่ "ตัวเลข" ในสมุดบางๆที่เพิ่มขึ้น ที่กว่าจะได้ใช้ก็แก่แล้ว..

นั่นล่ะครับ ปีนี้เลยบานตะไท ไชโยไปเลย


ปีที่สาม: ปีแห่ง ... ความนิ่ง ....

ปีนี้ย้ายงานใหม่ ... ย้ายห้องใหม่ ... ปรับสภาพความเป็นอยู่ใหม่ .. การใช้ชีวิตยังคงเหมือนปีที่สอง ไม่ค่อยจะมีอะไรหวือหวามากมายนัก


ปีที่สี่: ปีแห่งการศึกษา ความรัก อกหัก และ ความตาย ​..

โอ้โห เยอะไปหมด ฮาฮาฮา ปีนี้บ้าบอมากๆ เป็นปีที่ไฟแห่งการศึกษาต่อลุกโชนถึงขีดสุดเพราะได้ค้นพบแล้วว่าอยากเรียนอะไร เลยได้กลับเมืองไทยซะห้าเดือน เพื่อไปเรียนและสอบโทเฟล โดยกะว่าจะส่งใบสมัครเรียนโทภายในปีนี้แหละ... แต่แล้วก็ยัง เพราะกะตังไม่มี... แหะๆ ... รวมถึงเรื่องความรักที่ผกผันถึงขีดสุด ทั้งรัก ทั้งตายโดยพร้อมเพรียงในช่วงเวลาเดียว โอ้วววว ... ไม่เอา เราไม่พูดถึงเรื่องนี้กันอีก

ปีทีห้า: ปีแห่งการเดินทาง

หลังจากกลับมาจาก กทม ... ช่วงปีที่ผ่านมาก้เดินทางเป็นว่าเล่น ไปเซี่ยงไฮ้สองเดือน เกาหลีสามอาทิตย์ ไหนจะเวียดนาม และ เมืองจีนอีกหลายที่ สงสัยออฟฟิศเค้าจะเหม็นหน้าเลยส่งไปนั่นไปนี่เป็นว่าเล่นเลยทีเดียว ปีนี้ดูเหมือนเรื่องราวต่างๆโดยเฉพาะเรื่องงานจะดีเป็นพิเศษ (แหงดิ บ่นไปสามรอบ) ทำให้ไม่มีเวลาคิดเรื่องการศึกษาที่เคยไฟลุกโชนมาจากปีก่อนเอาซะเลย ทำให้มันเกือบจะมอดไปซะแล้ว(ยังมีอยู่นะ ไม่ใช่ไม่มี) โดยก็จะมีคำถามจากคนรอบข้างหลายคนว่า อ่าว เมื่อไหร่จะไปเรียนต่อซะทีล่ะเนี่ย( เอออ ตังไม่พอว้อย ... สี่ล้านน่ะ สี่ล้าน .. เอาตังมาให้กรูเด่ะ จะไปเรียนเดี๋ยวนี้เลย แหม้!!! )


ปีที่หก : ปีแห่งอะไรดี?

ไว้ปีหน้าจะมาเขียน ..​ฮาฮาฮา

ตั้งแต่เริ่มปีนี้มา ก็สับสนๆ แฮะ ... ทั้งอยากย้ายงานไปไกลๆ และ อยากไปเรียน ... แต่ตัดใจไม่ลงซะที เพราะ ยูไนเต็ดสเตท ออฟ อะเมริกา นี่มันช่างไกลจริงๆ ถ้าจะไปคงต้องตัดใจให้เหมือนกับตอนที่คิดจะมาฮ่องกงใหม่ๆเลยทีเดียว เพราะคงต้องไปเริ่มชีวิตใหม่เกือบทั้งหมด

แต่เอาเหอะ ปีนี้แหละ มันต้องมีอะไรซักอย่าง ที่เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นกะนายวรฤทธิ์นี่แหละ ... ซักอย่าง ... ซักอย่างน่า .. นะ




รู้ก่อน....ก็ไม่หนุกดิ

ฮาฮาฮา


ปล.

ครอบครัว - รักครับ

คณาจารย์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย - แน่นอน ... ถ้าไม่ได้เรียนภาควิชานี้.. ป่านนี้คง... รวยไปแล้ว ;p ..ขอบคุณอาจารย์ทุกท่านคร้าบ โดยเฉพาะ 'จานฟูกับประโยค " วรฤทธิ์ วันนี้เธอชนะใจอาจารย์ " ตอนจูรี่ทีสิสเสร็จ ยังก้องอยู่ในหัวจนทุกวันนี้ครับ

พี่ติ๊ก - ถ้าพี่ไม่มารับพอร์ทผมไปวันนั้น ผมคงไม่มาเตร็ดเตร่แถวนี้ .. ขอบคุณมากๆครับพี่

พี่สง พี่แนน พี่นุ่น พี่ปิ๋ว พี่ชัช พี่แต้ว พี่นิด พี่กาน พี่หยี พี่นัท พี่เอ๋ พี่หมี พี่ตึก พี่เอ็ม - ขอบคุณพี่ๆครับ

เอม คุณหน่อย น้องมิ่ง ป้าปิ๋ม เฟบ แนน ตุ้ก เบิร์ด น้องหลิง คุณสุพพตา น้องเพลิน น้องป่าน น้องแจน กุ้กกิ้ก ลิลลี่ น้องนุ่น คุณพลอย คุณอัยย์ ป้าบี๋ คุณหนึ่ง คุณตุ้กตา ปุ๊ย ไอ่ฝน ไอ่อ้อน ไอ่กุ้ก ไอ่เอ็ม ไอ่นก ไอ่แซน ไอ่เต้ เจ้าเด็กน้อย นางเอก a65 esther xx bb คุณหมอฟัน - ดีใจมากที่เข้ามาในชีวิตกระผม ขอให้มีความสุขกันถ้วนหน้าถ้วนตาคร้าบ

เล็ก ชุ ตู่ ป้านุ้ย ไอ่ป้อม ไอ่เคน ไอ่น้อย ไอ่อั๋น เกิ้บ แทดดี้ ตอง โย ขวัญ บอย แฟค ตี้ โจ้ อั้น เอก ช้าง โก้ เก้ อู๋ บัดดี้ศจีพัน ชาวรหัส La22 เพื่อนๆถาปัด '64 และ เพื่อนAC110 - กรูคิดถึงพวกเมิงว่ะ ...

a(นามสมมติ) b(นามสมมติ).... - ขอให้มีความสุขมากๆ

ผู้ใดที่ไม่ได้เอ่ยนามก็ .. มีความสุขมากๆนะคร้าบ

และสุดท้าย..

ชาวแลนสเคปในเกาะเล็ก: บอย ปุ้ม หน่ำ ปีเตอร์ ยา กิ้บ ต่อ กรีน บอล อิ๋ง เก๋ อ้น หมูและเมีย เกียรติ - พรุ่งนี้เลี้ยงห้าปีที่ซานจูเก๋นะฮะ

Blog EntryShanghai Chapter 8 : End of the Journey (2/7/06)Jun 7, '07 12:44 AM
for everyone


จบ….





ยัง!!

แหม่ จบง่ายๆแบบนี้ก็ไม่ใช่คนขี้บ่นตามปกติสิ

อืม เวลาผ่านไปเร็วมากๆมาเซี่ยงไฮ้ได้สองเดือน แล้ว ก็จวนจะได้เวลากลับเต็มทีอีกสองอาทิตย์ ช่วงหลังจากนี้งานคงเยอะๆ เพราะต้องเคลียให้เสร็จก่อนกลับ เอาเป็นว่า มาร่ำลาเซียงไฮ้กันตอนนี้เลยก็แล้วกัน

สิ่งที่ได้รับรู้และเปลี่ยนทัศนคติใหม่จากการมาเซี่ยงไฮ้คราวนี้มีมากมายเลยทีเดียว
ไล่กันไปทีละอย่างเลยดีกว่า มา..


ก่อน :คิดว่าจะสนุกสนานกว่าฮ่องกง เพราะเมืองมันใหญ้ใหญ่
หลัง :ไม่ไหว ใหญ่แล้วไงเนี่ย … แทบไม่ได้ไปไหน นอกจากแถวๆออฟฟิศ กับ อพารทเมนท์

ก่อน :หญิงน่ารักจริงๆ ฮาฮา ขาวๆ ใหญ่ๆ …
หลัง :ก็ยังน่ารักอยู่.. แต่ ก็เท่านั้น ทำไรไม่ได้ แค่พูดยังไม่รู้เรื่องเล้ยยย แต่ก็ดีนะ เจริญหูเจริญตาดี สยามหลบไปเลย โดยรวมถือว่าคุณภาพดีกว่าฮ่องกงเยอะเลยนะเนี่ย...
... เดี๋ยวจะหาว่า เอ้ะ อะไรมันจะดีขนาดนั้นเลยเหรอคุณวรฤทธิ์ ..
ช่วงนี้เริ่มเข้าหน้าร้อน ... ก็เริ่มมีแขนกุด สายเดี่ยว กระโปรงสั้นให้เห็นกันมากมาย ..
ชะชะชะ
แต่เดี๋ยวก่อน .. สำหรับบางคน ถ้าลองสังเกตระหว่าง ร่องเสื้อ และ ง่ามแขนขาวดีๆแล้วล่ะก็
... มัน แพลม ครับ .... แพลม
แล้วถ้าสังเกตต่ออากัปกิริยาต่อไปแล้วล่ะก็ เค้าจะยกแขน ..
โอววว .. ฟึ่ม ครับ..... ฟึ่ม !!
แต่มันดีขึ้นมากมายแล้วนะ เป็นเฉพาะบางคนเท่านั้นที่ยังฟึ่ม .. ส่วนมากจะเริ่มเนียนละล่ะ ... ฮาาาา แต่ก็นะ ถ้้า ฟึ่มๆ มาล่ะก็จบข่าวทันที


ก่อน :คนจีนในเมืองใหญ่คงจะมีอารยธรรม
หลัง :คนจีนก็ยังเป็นคนจีน .. สกปรก เสียงดัง และ ไร้มารยาทเป็นที่สุด

ก่อน :คิดว่าจะว่างๆมีเวลาอ่านหนังสือเตรียมสอบ GRE และเตรียมเอกสารเรียนต่อ
หลัง :ขี้เกียจอ่ะ … ยังไมไ่ด้เริ่มอะไรเล้ยยย

ก่อน :คิดถึง
หลัง :คิดถึง …ไม่เกี่ยว!!


โอเคๆ นี่ก็คงคร่าวๆประมาณนี้แหละ จะบอกว่า มันจะเป็นเมืองที่ น่าอยู่ใช้ได้ ถ้าพูดภาษาจีนกลางได้นะ แต่ว่า ถ้าพูดไม่ได้ล่ะก็ มาเที่ยวเป็นครั้งคราว สามสี่วัน จะรู้สึกดีมากๆ เหมือนที่นายวรฤทธิ์เคยได้รู้สึกมาก่อน ตอนที่เคยมาทำงานที่นี่แป้ปๆ… ซึ่งมันเป็นเหตุผลเลยล่ะที่ตอนแรกขอลองย้ายมาเพราะคิดว่ามันจะสนุก
จริงๆตามแผนที่วางไว้จะต้องได้กลับเดือนหน้านะเนี่ย แต่ไม่สามารถละ … พึ่งได้มีความรู้สึกว่า ฮ่องกง เป็นเมืองที่น่าอยู่ก็คราวนี้แหละ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น …. ข่าวด่วนสายตรงก็ได้รายงานเข้ามาว่า นายวรฤทธิ์ อาจต้องไปย้ายไปสิงคโปร์ด่วนต่ออีกสองเดือน หลังจากทริปเซีี่ยงไฮ้นี้เพราะออฟฟิศที่โน่นพึ่งเปิด ยังหาคนไม่ได้และต้องการความช่วยเหลือด่วน

ถ้าตกลงกันได้ ก็คงต้องไปตามที่เค้ารับสั่งกันมาน่ะแหละนะ … ฮือออ


…แต่ …. 21-31 กค เจอกัน!!

นายวรฤทธิ์จะบุกกรุงเทพ สิบวันเต็ม!!

โปรดจองบัตรล่วงหน้าด้วยนะจ้ะ .. คาดว่าจะเต็มทุกรอบ

ฮาฮา
ว่าแต่ว่าปีนี้นีหยั่งกะทัวร์คอนเสิรท์นะเนี่ย …

Vorrarit Asian tour 2006 : Shanghai , Hongkong , Bangkok

ฮิ้ววว...ปีหน้าหวังว่าจะได้ Live in USA กะเค้าซะที





ขอปิดม่านการเดินทาง สู่มหานครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน มา ณ บลอกนี้


นะจ้ะท่านผู้ชม


..

บลอกนี้ไม่ยาวนะ ต้องรีบปั่นงาน ...

เดี๋ยวคราวหน้าจะเอาเป็นเรื่องสั้นเลย






หิวมั้ย วันนี้อยากทานไรครับ…

กินไรดีจ้ะ …

เฮ่ย .. แดกไรวะเมิง !!

….



แล้วแต่อ่ะ


ใช่แล้ว …. นี่คือคำตอบที่ของผู้คนส่วนมากจะผรุออกมาจากปากเวลาที่ได้ยินคำถามเช่นนี้ ..ใช่แมะ …
น่าน อย่าตอบว่าไม่

ฮาฮาฮา

นี่แหละ มันคือ อาการ สิ้นคิด!!




สิ้นคิด … คือ อาการ…ยังไงดีล่ะ ยกตัวอย่างเช่นเวลาผู้หญิงบางคนถ่ายรูปเนี่ยมักจะมีท่า สิ้นคิด .. ยังไงคืิอท่าสิ้นคิด มันก็คือ การที่ทำหน้้ายิ้มกรุ้มกร้ิ่ม แอบอมปากจู๋เล็กน้อย .. หรือ จะยิ้มปากกว้าง หรือจะเอาลิ้นมาไว้ระหว่างฟัน แล้วทำองศากับปากไปทางซ้าย ขวา อันนี้ก็แล้วแต่องคาพยบบนใบหน้าจะเอื้ออำนวย
… แต่ … มันจะต้องมี สองนิ้ว มาวางไว้ข้างแก้มเสมอๆ !! นั่นแหละ มันอาจจะเกิดจากอะไรก็แล้วแต่ .. แต่ แอสซูมเหมอะ ได้ว่า มันคือท่าสิ้นคิดนั่นเอง … อาจเรียกให้สวยงามหน่อยว่า ท่ามาตรฐานหรืออะไรก็แล้วแต่
.. เอ้ะ หรือในอีกมุมหนึ่งอาจจะเกิดการกรั่นกรองจากสมองแล้วก็ได้นะว่า .. นิ้วชี้บ่งบอกถึง นี่ๆๆ นี่ฉัน นะ แล้วนิ้วกลางที่แยกออกมาทำมุม 36 องศากับนิ้วชี้มันก็นำสายตาไปสูสมอง ดั่งดำลังจะบอกว่า ท่านี้เนี่ย ออกมาจากสมองเลยนะ สรุปคือ นิ้วสองนิ้วรวมกัน เป็น นี่ๆฉันคิดกรั่นกรองมันออกมาแล้วนะยะ แม่งก็ออกมาได้เท่าเนี้ยแหละว่ะ..ทำใจ …

พอจะเห็นภาพนิยามของคำว่าสิ้นคิดกันพอหอมปากหอมคอกันบ้างหรือยังครับ

โอเค เรามาต่อกันที่หัวข้อของเราที่เกริ่นไปข้างต้นกันดีกว่า

เมื่อท่านให้คำตอบสิ้นคิดอย่างย่อหน้าข้างต้นมาแล้วเนี่ย
มันก็คงจะดีถ้า.. จะ อะไรก็ได้ จริงๆ แต่เห็นหลายๆทีพอเดินเจอ ก็ .. เฮ่ย ไม่เอาอ่ะ ..ไปนั่นละกัน… แล้วทำไมเมิงไม่บอกกรูแต่ทีแรกวะ!!
เอ้า .. ได้ เมื่อเป็นฉะนี้ วรฤทธิ์ เดอะ มิสเตอร์ออเดอร์ มันจึงต้องเตรียม สถานที่สิ้นคิดไว้รองรับคำตอบแนวนี้กันซะหน่อย .

ใช้แล้ว วันนี้เราจะมาว่าวกันถึง …

ร้านอาหารสิ้นคิด!!

เนื่องจากอาศัยไม่เป็นหลักเป็นแหล่ง …. เราก็จะมาแยกกันเป็นที่ๆไปละกันนะ หลักๆ ก็คงแบ่งเป็น สามหลักแหล่ง

มาๆๆๆ


เริ่มกันที่

-กรุงเทพ

เวลากลางวันเนี่ย มันก็คงแบ่งเป็นโซนๆไป แต่ … เวลาส่วนมากของนายวรฤทธิ์ก็คงอยู่สยามสแควร์นั่นแหละ ร้านสิ้นคิดส่วนมากจะอยู่แถวนั้น
อ่ะ เที่ยงละกินไรดี .. “แล้วแต่อ่ะ” …. แฟร้บบบ นายวรฤทธิ์จะสิ้นคิดไปทันที คือ … คณะ …. ไม่ช่ายยย ….
ไอเบอรี่ !!! ถูกต้อง … ทำไมน่ะเหรอ เพราะว่า สปาเกตตี้ กับ สลัด มันอร่อยพอประมาณ แอร์เย็น ร้านน่านั่ง คนกินน่ารัก … และ ถ้าไอ่คน แล้วแต่อ่ะ ไม่เรื่องมากต่อเนี่ย สามารถต่อตามด้วยของหวาน คือ ไอติม ได้ทันทีทันใด ไม่ต้องคิดต่ออีก .. เห็นมะ สิ้นคิดจริงๆด้วย

ส่วนเวลาอาหารเย็น หรือค่ำคินแล้วเนี่ย
… หึ หึ มันมีสองร้านนะ แล้วแต่ความสะดวก คือ
sunset bar + ต้มยำกุ้ง ที่ข้าวสารนั่นเอง …
ร้านต้มยำกุ้งนี่ขอให้เครดิต คุณ สุพพตา ( ในตอนนั้น) มา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ .. ที่ขณะที่กระผมลงเครื่องตอนเที่ยงคืน แล้วหิวจัด บวกกับคิดไม่ออกว่าจะไปกินไรดี เธอก็ได้ส่งต่อทายาทร้านสิ้นคิดต่อมาให้นายวรฤทธิ์ แล้วเป็นร้านโปรดของเขาในเวลาต่อมา
นั่นแหละ สรุปแล้วเป็นสองร้านนี้เพราะ .. บรรยากาศดี เปิดดึก( กว่าเก้าสิบเปอร์เซน เวลาลงเครื่องดึกๆ ยังไงๆ ก็ต้องพุ่งไปที่ร้านนี้น่ะ… และ อาหารอร่อย ต้มยำกุ้งจะอร่อยกว่าซันเซตบาร์นะ เพราะฉะนั้น เวลา .. แล้วแต่อ่ะ … ก็ให้รู้เลยว่า ร้านนี้แน่นอน เพราะ สิ้นคิด ( ร้านนี้สิ้นคิดแบบดีหน่อยนะ ฮาฮา เรียกว่า ร้านโปรด แทนก็แล้วกัน)

-ฮ่องกง …ไอ่เกาะเล็กๆที่อยู่มา สี่ปีจะครึ่ง แล้วเนี่ย จะเรียกว่าสิ้นคิดจริงๆก็ว่าได้นะ

ฮ่องกง คงแบ่งประเภท ตามผู้ถามดีกว่า ..

ถ้าผู้ถามเป็นคนไทยในเกาะล่ะก็
… เฮ่ยพี่ กินไรดี …

เออ แดก ร้านป้า เว้ย

ร้่านป้าเนี่ย … เจ้าของร้านคือ ป้าต้อย นั่นเอง เป็นร้านอาหาร โฮมมี่( โอวว เรียกเสียดูดี) .. สรุปคือ ก็เป้นร้านข้าวแกง และอาหารไทย ตามสั่งในตลาด วันชัย น่ะแหละ ที่มันเป็นร้านสิ้นคิดเนี่ย ก็คงเพราะ.. พวกเราโหยหาอาหารไทยแบบไม่ใช่อารมณ์ สวนอาหาร บ้านพ่อบ้านแม่ อาหารไทย แต่ กรูอยากแดกข้าวแกงงง ยี่สิบบาททททท
และแล้วพวกเราก็ค้นพบร้านป้าเป็นร้านที่สืบทอดกันมาช้านานในหมู่สถาปนิกไทยในฮ่องกง ร้านป้าตอบสนองรสชาติ ข้าวแกง นั้นได้อย่างดิบดี
กระเพราหมู ร้านป้าอร่อยมาก … แต่ มันยังไม่ใช่เมนูโปรด สำหรับนายวรฤทธิ์แล้วเนี่ย ฮาฮา ทะเลพริกเผา ร้านป้า เป็น ทะเลพริกเผาที่หนึ่งในโลก เลยทีเดียว .. พิชิต ร้านในประเทศไทยทุกร้านที่เคยกินมา

และทุกวันนี้ ป้าต้อย ยังเรียก นายวรฤทธิ์ทุกครั้งที่เข้าร้านว่า
.. น้องเบียร์ ..
อยู่เลยนะเนี่ย

ขอบคุณครับป้า ที่ยังเข้าใจว่ากระผมยังวัยรุ่น

ฮาาาาาาาา

โอเค แล้วถ้าเป็นนักท่องเที่ยวมาล่ะ
กินไรดี … แล้วแต่ไกด์สิ …
ถูกต้อง!!! ไกด์คนนี้จะพาไป
.. ร้านข้าวหมูทอด
เป็นแน่แท้ ขอให้รับรู้ไว้นะจ้ะ
เพราะอะไรน่ะเหรอ.. เพราะมันใกล้แหล่งชอปปิ้งใหญ่ จุดประสงค์หลักของนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังไงล่ะ .. ฮาฮา ใกล้ดี อร่อยด้วย ใครจะไม่่สิ้นคิดไปร้านนี้กันเล๊าาาาา

-เซี่ยงไฮ
… อันนี้สิสิ้นคิดของจริง .. อาจเป็นเพราะมาอยู่ได้ไม่นาน เวลาถามต้วเอง ตอบตัวเอง มันก็มีอยู่ไม่กี้ร้านหรอก เพราะ
… มันมีเมนูภาษาปะกิด รวมถึง ใกล้บ้าน และ ที่ทำงาน …
ก็คงมี ร้านญี่ปุ่นใต้ตึกออฟฟิศ … ร้านจีนใกล้บ้าน …. เท่าเนี้ยะ…

เศร้าใจจิงๆ .....



...จะว่าไปแล้วบางทีสิ้นคิด … มันอาจจะไม่ใช่ สิ้นคิด จริงๆก้ได้นะ
มันอาจเป็น

สิ้นระบบความคิดทั้งหมด แล้ว สรุปได้ว่า เป็นไอ่นี่แหละวะ…

ใช่มั้ยจ้ะท่านผู้ชม
… เคยกระทำการ สิ้นคิด กันบ้างมั้ย?

วันนี้เราจะมากล่าวกันถึงโปรแกรมเชทสุดฮอตที่เชื่อว่าทุกคนที่มาเปิดบลอกนี้ดูเนี่ย ก็ต้องใช้ ..
* Today, We're gonna talkin' about the damn cool chatting program which everybody that read this weblog should know it...

ใช่แล้ว

* exactly!!

เอ็ม เอส เอ็น แมสเซนเจอร์
*it's so far called "MSN messenger "

ใช่ ... จะว่ากล่าวกันไปแล้วเนี่ย มันพึ่งเริ่มฮิตได้เมื่อ ...กี่ปีหว่า จำไม่ค่อยจะได้ ก็ไม่น่าจะนานนะ คงซักเมื่อปีก่อน ....( ยังไม่แก่โว้ยยย ฮาฮา ไม่ต้องมาแถ) .. อ่ะๆ โอเคๆ คงซักราวๆก่อนที่กระผมจะมาฮ่องกงนั่นแหละ มันคงฮิตต่อๆกันมาจากไอซีคิว และ เพิรช และ ยะฮู ละมั้ง ตามประสบการณ์ของกระผมนะ
*Yap... From my memory, it began to be the most popular among chatters around .... uhmmm, i can't remember exactly the period of it...
noway!! , it shouldn’t be that long..( ha ha, cos I’m still young!!) ..alright , alright… according to my chatting experience, it came after ICQ”the fossil”, Pirch”the Sexmate” and also the incredible Yahoo messenger..

แต่ .... นายวรฤทธื์จะไม่กล่าวถึงที่มา วิธีใช้ หรือ ประโยชน์ของมันในที่นี้หรอก เพราะมันก็คงรู้ๆกันอยู่แล้ว ไม่รู้จะพูดกันทำไมอีก .. ใช่แมะ
*But … in this statement, Mr.Vorrarit’s not gonna mention about its capability because u guys know it deep down in to your vein already.

และ ก็คงไม่กล่าวถึงเรื่องภาษาด้วย เพราะ เคยแอบด่าไปแล้วเมื่อสอง สาม บลอกก่อน ...
*in the same way, I’m not gonna talk about the “ Pathetic chatting Language” too since I’ve already blamed those who use it from my previous blog.

วันนี้เราจะมาวิเคราะห์ ( เจรสสส ... ใช้ศัพท์สูงเว้ยเฮ้ย ) ... จริงๆก็จะมาด่า มาจิกกัด เหน็บแนม มาปากหมาใส่ ( เออ ต้องแบบนี้เด่ะ) กันถึงเรื่อง ...
*Let’s get to the point …Start from this sentense, Mr Vorrarit will Analyse about …


Status
*sta tus |ˈstātəs; ˈstatəs|


อะไรคือ สะ เต ตัส .. ไม่ได้ๆ ต้อง ส~~ เท้ห์ ทึส ... มันก็คงเป็นรูปแบบการตั้งสถานะการออนไลน์ละมั้งว่าจะออนไลน์ละมั้งว่า จะทำไรมั่ง เช่น ออนไลน์ ออฟไลน์ อะเวย์ เอาท์ทูลันช์ บีซี่ ที่มันมีให้เลือกอ่ะนะ (ทำไมมันมีมีพวก อินเลิฟ อกหัก ระยำโหมด พร้อมกวนจีน มั่งก็ไม่รู้แฮะ)
*What the heck is “Status” ? … I’ve searched from the Oxford Dictionaryand the result is ..sta tus |ˈstātəs; ˈstatəs| … Nahh, not this “status” for god sake!!
Alright.. at this place I state about “the MSN status” ; online, offline,away … blah blah blah ..( why can’t we set up or own status such as; Inlove , Broken heart, Affair mode… or sth like that… it’s gonna be more cool, right folks?)

คาดว่าหลายๆท่านที่เข้ามาอ่านก็คงเคยตั้งตามมั่งแหละ มันก็คงจะดี ถ้า .. มันเป็นอย่างงั้นจริง
แต่ … ทำไม ต้องมีคนตั้งพวก บีซี่ มั่งล่ะ แต่กรูแชทอยู่ อะเวย์มั่งล่ะ แต่ก็นั่งอยู่หน้าจอน่ะแหละ
*Fellas, u always set those kind of status,Right? …But sometimes ..i noticed that many people set “Busy” but still chat with others or .. “Away” but still sit infront of their machine…

แล้วจะออนไลน์หาสวรรค์วิมานอะไรวะ!!
*and what the hell on earth that those people get online!!!

บ้างก็อ้างว่า .. ตั้งไว้เพราะไม่อยากคุยกับพวกที่ไม่อยากคุย
บ้างก็อ้างว่า .. กรูทำงานอยู่เลยตั้งอะเวย ์ตั้งบีซี่ไว้ … เมิงอย่ามาแถ ทำงานจริงจะมาออนไลน ทำหวก ไร ก็ไปทำงานเส่ะ … ออฟไปเลย
*some say … set that status because of they don’t wanna talk to those that they don’t wanna talk to
some say … they’re now working so they’re” busy”… ( BuLLshit!! If u’re working .. then get offline and go finish your fuckin business, what da heck u’re still in a cyberspace?)

ก็อย่างที่บอก บางทีมันหงุดหงิด .. ทั้งๆที่มันก็เรื่องของเค้าอ่ะนะว่าจะทำอะไร แต่ไม่ได้หรอก ตามประสาคนปากหมา มันต้องขอแขวะกันซะหน่อยสิ
*sometimes, I feel sick about these peoples. Although it’s not my damn business, I still need to blame them anyway … ha ha ha

โอเค หมดช่วงด่าละ ฮาฮาพอใจ
*Ok, Enough for this shit …


เรามาคิดกันต่อดีกว่าว่าทำไมเขาเหล่านั้นถึงต้องทำแบบนั้น …

โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชมนะครับ เพราะมันเป็นความเห็นส่วนบุคคลล้วนๆ
และโปรดอย่าเถียง… เพราะบลอกผม ฮาฮา ถ้าจะเถียงไปเขียนบลอกเองโน่น
*I’m now gonna make some analysises about” why these peoples have to BULLSHIT us ”.
I would say that this session is all about my personal opinion .. if u want to defend yourself from these statement.. please keep it yourself since, “this is my space” .. ha ha ha


โดยส่วนตัวแล้วเนี่ย บางทีก็นั่งคิดนะว่า เรื่องเล็กๆน้อยๆเนี่ย มันก็บอกนิสัยอะไรบางอย่างได้เหมือนกัน นั่งคิดๆดูเนี่ย มันน่าจะเกิดจาก
*From my Fuckin' personal point of view … this might tell us sth about their personalities, such as…

1 อยากหนีความจริง … อ่าว ฟังดูเหมือนขยายเรื่อง แต่ก็นะ ทำไมล่ะ ไม่อยากคุยกะไอ่นั่นไอ่นี่ ก็บอกเค้าไปสิว่าไม่ว่างคุย… โอเค การตั้ง สเตตัสพวกนี้มันก็อาจป้องกันได้ระดับหนึ่ง แต่คิดหรือเปล่าว่า ถ้าเขามีอะไรจริงๆ มันก็ทักอยู่ดีน่ะแหละ เพราะ ใครๆเค้าก็รู้กันหมดแล้วว่า เมิงก็นั่งอยู่่ตรงนั้นน่ะแหละ ไม่ต้องมาหนีกรู
* ๑ to Escape the truth. - seems like i'm exactgerate this matter, but it's absolutely exposed!! if you don't wanna talk to those who keep sending u a message .. tell 'em the truth that u can't make it!!
it might be a good way to set those kind of status, but don't forget that if they have emergency stuff ,they still send you the message anyway cos they all know that u sit right infront of your computer!! don't be a pretender!!

เพราะฉะนั้น ก็อย่าหนีความจริงนะจ้ะ บอกกันไปตรงๆ ถ้าไม่ว่างคุย ก็คือไม่ว่างคุย มันมีประโยชน์อีกทางนะ เพราะถ้าไอ่นั่นมันยังบรรจงส่งข้อความเข้ามาอีกเรื่อยๆ ก็ด่ามันไปซะ ได้ระบายอารมณ์ไปในตัวอีกตะหาก …
From now on ... Please tell 'em directly that u don't have time to talk to them because ..if they still sending u a message then u can say" fuck off" right thru their face !! haha, in this case , u can speak what's exactly in your mind that they really need to know for a long long time..

2 เป็นอีกหนึ่งเรื่องทีี่สามารถบอกได้ว่า มนุษย์ชอบที่จะใส่หน้ากากเข้าหากัน … อ่าว จริงๆ นั่งอยู่ตรงนั้น ดันบอกอะเวย์ .. เพียงแค่จะต้องการให้คนในลิสโดยทั่วไปเข้าใจกันตามนั้น แล้วมันจะเรียกว่าอะไรได้อีกล่ะ … ใช่แมะ
*๒ "People have their masks" .. exactly!! they're sitting there .. but put the AWAY mask just because they need their Recipient to see that they're really AWAY

แหม แล้วมาทำบอกว่า เพื่อนกัน ... เพื่อนกันน่ะ มีไรก็บอกกันตรงๆ ไม่ว่างก็บอก ไม่ว่าง เพื่อนมันไม่ฆ่าไม่แกงหรอก กับแค่ไม่ว่างแชทด้วยน่ะ นี่ขนาดแค่เรื่องเล็กๆกับแค่โปรแกรมแชท นะ แล้วถ้าในชิวิตจริงล่ะ มันจะซักแค่ไหน
*see? how come they said that... hey dude, we're friend!! ... damn it, Friend don't do this to each other , because it's not mortal just because u don't have time to talk to them!

3 การแบ่งแยกชนชั้น … น่าน อย่ามาเถียง ไอ่พวกที่ตั้งแบบนี้เนี่ย ถ้ามีคนพิเศษ คนรัก หรือ เพื่อนสนิททักมา ก็คุยด้วยตลอดแหละ เห็นมะ มันทำให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมกันในทันที แลัวจะมาบอกได้ยังไงว่าโลกสมัยนี้มันเลิกแบ่งแยกชนชั้นกันแล้ว …
*๓ to Differentiate "a relationship" .. ha ha, don't dare to tell me that if your Lover/ best friend/Family send you a message while u set "AWAY" or damn"BUSY" and you won't talk to them ... ha ha ha ha ... don't let us feel like we're dumb ass, come on!!

เอ้ะ ... หรือว่ามันเป็นความจงใจของท่านเหล่านั้นนะ ว่า นี่ เมิงควรรู้ตัวไว้นะว่า เมิงน่ะไม่สลักสำคัญอะไร เป็นแค่เศษดินเศษหิน จำใส่กะโหลกหนาๆเอาไว้ ... นี่ตั้ง สเททั แบบนี้ไว้ก็ถือว่าเกรงใจไม่อยากจะด่าพวกเมิงตรงๆละนะเนี่ย ก็ขอให้รับรู้เอาไว้ซะว่า ต่ำต้อย ดิฉันไม่อยาก เสวนา ด้วย!!
*(˙∆ƒ˚∆ˆ´∑ø ∆µç√≤˜∫µ√≤ ˙∫¨“ˆ®ª´∑¨ƒˆ∂øß ˚∆ƒ˚Âç ≤≥ ˜∂∆øßå∆ƒˆø !)

... แน้ะ แล้วอย่าเสร่อมาทัก เพราะต่อให้ทัก ดิิฉันก็ไม่เสวนาด้วยหรอกนะ เพราะ เห็นๆกันอยู่แล้วว่าดิฉัน มีธุุรกิจที่ซับซ้อนยากจะที่คนอย่างหะเมิงจะเข้าใจต้องคอยสะสาง และ ทั้งนี้ทั้งนั้น ดิฉันกำลัง ปฏิสัมพันธ์กับบุคคลชนชั้นเดียวกันกับดิฉันอยู่!! บีซี่น่ะ เห็นมั้ย บีซี่ .. ถ้าแปลไม่ออกจะแปลให้นะไอ่พวกนี้นี่
*(*()@&$*(&$#(Q*$(*()*$#(*@(#&*@&)*@&*)@)(*(#@*(@@! @)_@( !!!!!)

4 ... เพื่อนผม ฝากว่าบอก ใครคนนั้นที่กำลังบีซี่อยู่เป็นภาษาฝรั่งด้วยว่า

Dont Busy .. i'll Be hurted !!
*๔. My dear friend wanna pass this to somebody that read this blog…
หยุดการกระทำนี้เถอะ …เพราะผมเจ็บ … ( เจรสสสส)



โอเคๆ ชักไปกันใหญ่ … สำหรับพวกที่ตั้งอะเวย์ ตั้งเอาท์ทูลันช์แล้วไม่อยุ่จริงๆ เราก็ไม่ว่ากันนะจ้ะ แต่ไอ่พวกบีซี่ นี่ ขอเหอะ ถ้าบีซี่ก็ไม่ต้องมาออน จะออนทำหยัง บีซี่ก็ไปทำไอ่กิจธุระ ที่ทำอยู่ให้มันเสร็จๆไปซะ แล้วค่อยมาออน เส่ะ หรือถ้าไม่ว่างคุยกะคนในลิส ก็ควรบอกท่านเหล่านั้นไปตรงๆนะจ้ะ มันดูจริงใจดีออก ไม่ว่างมันก็คือไม่ว่างน่ะแหละ ถ้ายังดื้อทักกันมาอยู่ ทั้งๆที่ไม่ว่าง ก็ด่า มันไปซะว่า
*Holy shit, i think i've gone too far .. let's get back to the topic . To sum up, i think those who set away and really are .. i solute u . But, if u're still doin' the thing that i stated ...Please halt!! if u're busy, then get offline and pay attention to your damn important business. online is online . don't wanna talk to them? tell 'em frankly, bravely that u don't have time ... Unless they still keep sending .. then say ...

กรูไม่อยากคุยกะเมิงง เข้าใจมั้ยยยยยย

* I Don’t want to communicate with you, don’t u understand,Idiot bastard!!


เอ๋าาาา …. โดนกันไปหลายดอกเลยล่ะสิท่า
*he he, Does my analysis hit right straight to the damn point?

ฮาฮาฮาฮาฮา ขอขำ ..
*ha ha ha ha ha … Absolutely!!!

โอเคๆ ก็ใครที่ทำๆกันอยุ่มั่ง ก็ขอให้รู้ไว้นะจ้ะว่ามีคนบางส่วน … หรือ อย่างน้อยก็ไอ่วรฤทธิ์คนนี้เนี่ย มันคิดแบบเน้
*alright, if u’re those “somebody” that still do sth like this … please keep in mind that there have some of your friends that wanna tell u this kinda shit… atleast Mr. Vorrarit,Myself



โอ้ … ก็ยังคงไม่มีสาระอยู่ดีแฮะ คราวนี้ ฮาฮา

อืมมม โปรดอ่านด้วยอารมณ์ขันนะจ้ะ มันเป็นเพียงแค่ข้อสังเกตเล็กๆน้อยๆ ของคุณวรฤทธิ์ ที่มีต่อประสบการณ์การใช้โปรแกรมแชทนี้มาตลอดระยะเวลาที่ออกมาจากบ้านเกิดเมืองนอนน่ะ

ปล . ตัวเอียง เป็น ซับไทเทิล นะจ้ะ ...​
ps * italic style font stand for subtitles

หรือเอาเข้าคำพูดติดปากที่ว่า ชอบคนเลว รักคนดี แต่งคนรวย มันก็ตรงกับสายงานกันเห็นๆเลยนะเนี่ย
แล้วก็คงเป็นจริงอยู่วันยันค่ำ
ยืนยันได้ว่าผู้ชายมอปลายส่วนใหญ่ก่อนที่จะฝนดินสอเพื่อจะเลือกคณะถาปัดนั้น จะต้องมีแนวคิดผิดๆ ส่วนนึง ไม่ว่าจะ ลึกๆ หรือ ประเจิดประเจ้อสัดๆ ว่า
ถ้าเข้าถาปัดเนี่ย มันแนว มันเซอ มันติ้ดสสสฺ มันเท่

มัน ......
เอ่อ ... หญิงเค้ากรี้ดดดด โว้ยยย


วะฮะ ฮะ

อย่างประเจิดประเจ้อ ...คุณว